กระดาษ A4 พับครึ่งเพียงแผ่นเดียว....
จริงๆ แล้ว BE Variety เกิดขึ้นได้ เพราะผมเปิดร้านเช่าวีดีโอชื่อ Bangkok Entertainment เมื่อปี 2002 แล้วต้องการจะทำสื่อส่งเสริมการขายขึ้น แต่ก็มาคิดว่าถ้าทำเป็นใบปลิวธรรมดา คงไม่น่าสนใจ และไม่มีใครอยากจะหยิบจับไปดูสักเท่าไร ประกอบกับผมเป็นคนชอบถ่ายภาพ โดยเฉพาะภาพ Portrait ผมก็เริ่มชวนน้องที่รู้จักมาถ่ายครั้งแรกเพื่อใช้ไว้หน้าแผ่นพับดังกล่าว โดยครั้งแรกทีคิดไว้คือ หาใครที่เป็นที่รู้จักของคนที่นี่มาถ่าย และเพิ่มรูปงานและกิจกรรมต่างๆ ที่ผมได้ไปถ่ายภาพมาเขาไปอีก บวกกับเนื้อหาที่เป็นการวิจารณ์และแนะนำหนัง และละครที่มีให้เช่าที่ร้าน เพิ่มเข้าไป
จริงๆ แล้วครั้งแรกที่มี BE Variety นั้นเป็นเพียงกระดาษ A4 แผ่นเดียวพักครึ่งเท่านั้น และพิมพ์เองที่ร้าน โดยออกแจกจ่ายครั้งแรกในงาน Thai Night ปี 2002 ที่จัดโดยสมาคมไทยบอสตัน ก็ได้รับการตอบรับอย่างดียิ่ง พอผู้คนเห็นภาพหน้าแผ่นพับดังกล่าวก็มีการหยิบจับติดมือกันไปทุกคน ฉบับต่อๆ มาเราก็เริ่มมีการจัดส่งทางไปรษณีย์ ไปยังร้านอาหารไทย ที่อยู่ในระยะหวังผลทางการค้า คือคิดว่าเขาจะเข้ามาเช่าวีดีโอเรา ก็น่าจะร้อยกว่าร้านได้ sponsor ต่างๆ เราก็ไม่ได้หา ใช้ทุนจากร้านวีดีโอที่เปิดเป็นทุน ทำไปๆ ก็เพิ่มหน้าขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มมีธุรกิจการค้าเริ่มเห็นประโยชน์จากแผ่นพับนี้ โดยได้ลงโฆษณาในแผ่นพับนี้เพิ่มขึ้น แต่ sponsor ต่างๆ ก็พอช่วยได้แค่ค่ากระดาษค่าหมึกที่ต้องใช้พิมพ์ ซึ่งก็ไม่พอด้วยซ้ำไป ไม่ต้องพูดถึงค่าแรงที่ลงมือทำ เรียกว่าทำด้วยใจรักจริงๆ สมัยแรกๆ ทำคนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ เขียนเอง พิมพ์เอง พับเอง ติดแสตมป์เอง ส่งเอง ทำคนเดียวหมด
ก็พิมพ์เอง พับเอง ทำเองมาสองปี ช่วงหลังก็พอมีคนมาช่วยบ้าง ส่งเรื่อง หาเรื่องมาให้ลงบ้าง ก็ทำมาได้ถึงปี 2004 ต้นปี ผมก็เกิดไม่สบายหนักอย่างกระทันหัน ต้องเข้าโรงพยายาบรักษาตัว เรียกว่าเป็นหนักเลยทีเดียว หลายท่านคาดว่าคงไม่อาจมีชีวิตรอดอีก นอนสลบอยู่ในห้อง ICU 6 สัปดาห์ ผ่าตัดใหญ่ 3 ครั้ง ครั้งละหลายชั่วโมง หลังจากฟื้น ก็ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยายบาลอีก 6 สัปดาห์ และทำกายภาพบำบัดอีก 3 เดือน ถึงจะออกจากโรงพยายบาลได้ ร่วมเวลาก็อยู่ในโรงพยาบาล ครึ่งปีพอดี ออกมาก็อยู่ในสภาพที่ยังเดินไม่ได้ ต้องเอารถพยาบาล หามกันมาส่งถึงเตียงนอน การขับถ่าย ก็ต้องเป็นไปกันข้างเตียงนอนนั่น เพราะไม่สามารถลุกไปห้องสุขาได้ ทางโรงพยาบาลก็ส่งหมอกายภาพ มาทำกายภาพบำบัดที่บ้านในช่วงแรกๆ ในช่วงนั้นคิดเสียใจวันละหลายหน สงสัยเหมือนกันว่าตนเองรอดมาทำไม ต้องมาเป็นภาระของคนอื่นๆ อีก สู้เราไม่อยู่เสีย จะได้จบเรื่องไป แต่สิ่งเดียวที่ทำให้ผมอยู่รอดมาได้ถึงทุกวันนี้ก็คือคุณแม่ของผม มันจะเป็นภาพติดต่อผมอยุ่ตลอดเวลาที่คุณแม่ของผมซึ่งอายุก็มากแล้ว จะต้องมาดูแลผมตลอดระยะเวลาที่อยู่โรงพยาบาล เรียกว่ามาเกือบทุกวัน ตลอดระยะเวลาที่ผมอยู่โรงพยายบาล เธอต้องดูแลร้านอาหารแทนผมแล้ว ยังต้องมาดูแลผมอีก ผมมาคิดดูแล้วว่าถ้าผมยอมแพ้ จะทำให้เธอเสียใจมากแค่ไหน ก็เลยทำให้มีกำลังใจ ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง
หลังจากกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ก็ไม่ได้ทำอะไร ก็ได้แต่นั่งๆ นอนๆ ดูวีดีโอที่ร้านเอามาให้ดู ดูละครจีนเป็นชุดๆ ชุดละ 30-40 ม้วน ดูไปซักประมาณน่าจะ 10 เรื่องเห็นจะได้ ก็ไม่เห็นจะได้อะไรขึ้นมา ดูไปก็มีพระเอกนางเอก ผู้ร้ายฆ่ากันไปก็ฆ่ากันมา ไม่เห็นจะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา ก็ใช้เวลาอีกหลายเดือนรักษาตัวให้พอทีจะลุกนั่ง และลุกเดิน พอได้บ้าง ก็มีเพื่อนๆ หลายๆท่านมาเยี่ยมเยื่อนที่บ้าน ได้พูดคุยกัน หลายคนก็อยากเห็น BE Variety อีกครั้ง ผมก็ได้คิดว่าเราเองก็อยู่บ้านเฉยๆ มีเวลาว่างมากว่าตอนที่ยังสบายดีซะอีก เราน่าจะทำได้นะ รูปนางแบบก็มีถ่ายเก็บไว้อยู่ ยังไม่ได้ทำ ก็เลยกลับมาทำอีกครั้ง จึงได้มาเริ่มใหม่ในเดือนกันยายน ปี 2005 ประจวบกับเพื่อนรุ่นพี่ที่เคยทำ BE Variety มาด้วยกัน ได้มาสอน และแนะนำการใช้โปรแกรมทำเวบไซต์ พี่คนนี้ก็คอยให้คำปรึกษา และแนะนำแนวทางต่างๆ เกี่ยวกับ BE Variety มาตลอดตั้งแต่ยุคแรกๆ โดยตัวเขาเอง ถึงจะไม่ค่อยมีเวลา เพราะมีภารกิจเยอะ แต่ก็คอยให้คำปรึกษาอยู่เสมอโดยเฉพาะทางด้านเทคนิคต่างๆ ก็เลยเริ่มมีเวบไซต์ BE Variety ขึ้นครั้งแรก ในเดือนต่อมา คือ เดือนตุลาคม ปี 2005 ก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังต้องพิมพ์เองอยู่ที่บ้านเพราะยังสู้ค่าพิมพ์ในโรงพิมพ์ไม่ไหว เพราะนอกจากค่าพิมพ์แล้ว เรายังต้องเสียค่าส่งอีก เพราะหนังสือเรามากกว่า 300 ฉบับส่งให้ผู้อ่านถึงร้าน หรือถึงบ้าน
หลายคนก็ถามว่าทำได้ยังไงเอาเงินที่ไหนพิมพ์ๆ ยังไง เอาเงินที่ไหนมาทำนะหรือครับ ผมใช้ printer รุ่นเก่าซึ่งไม่มีวางขายท้องตลาดแล้ว ต้องซื้อมือสองจาก Ebay ที่หมึกสียังอยู่ในตลับเดียวกัน และผมสามารถสั่งซื้อหมึก Online ได้ในราคาถูก เพียงตลับละ $2-$3 แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องใช้ถึง 60-70 ตลับเลยทีเดียว ซึ่งก็เป็นหนทางที่จะทำให้ ในการพิมพ์แต่ละครั้งมีต้นทุนที่ต่ำได้ ถ้าไม่คิดค่าแรง ถึงแม้ว่าจะต้องทิ้งเครื่องพิมพ์เฉลี่ยแล้วถึงเดือนละ 1 เครื่อง และก็ยังประสบปัญหาเรื่องคุณภาพการพิมพ์เพราะใช้หมึกราคาถูก ซึ่งแฟน BE Variety หลายท่านน่าจะเคยเห็น เช่น สีที่ซีด จาง หรือสีเพี้ยน ซึ่งบ้างครั้งก็ต้องปล่อยให้ผ่านไป เพราะปัญหาเรื่องของต้นทุนการผลิด จึงไม่สามารถพิมพ์ใหม่เพิ่มเติมแก้ไขได้
ส่วนที่ว่าทำได้อย่างไรนี้ ก็ต้องเป็นคนที่มีเวลาว่างจริงๆ เพราะการพิมพ์นี้ก็ใช้เวลามากกว่า 7 วัน 7 คืน ถึงแม้ว่าในช่างหลังจะใช้เครื่องพิมพ์คราวละ 2-3 เครื่องแล้วก็ตาม หนังสือเราสมัยปี 2005 ก็มีประมาณ 44-48 หน้า ก็ 11-12 แผ่น พิมพ์หน้าหลังก็ 22 ครั้ง ช่วงนั้นพิมพ์ อยู่ 400-500 ฉบับก็ พิมพ์ 8,000-10,000 แผ่น พิมพ์เสร็จต้องพับกระดาษ 8,000-10,000 แผ่น แม็กเข้าเล่ม ติด ที่อยู่ผู้รับ ผุ้ส่ง ใส่ซอง ติดแสตมป์ ส่งอีก 300 แห่ง ถ้าเดือนไหนโชคดีมีน้องๆ ว่างก็ เข้ามาช่วยกันก็เสร็จเร็วหน่อย ถ้าเดือนไหนไม่มี ก็คนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ ก็นั่งดูหนัง ดูละครกันเป็นวันๆ เลยทีเดียวเคยลองจับเวลาดูว่า ถ้าทำจริงๆ คนๆ เดียวต้องใช้เวลาเท่าไร ก็น่าจะสองวัน เริ่มตั้งแต่ สิบโมงเช้า ไปเลิกเอาก็ สี่ทุ่ม 12 ชั่วโมงพอดี 2 วัน ก็ 24 ชั่วโมง ก็มีเบรครับประเทานอาหารบ้าง อื่นๆ บ้าง ถ้ามีใครถามผมว่าทำหนังสือนี้อะไรที่ยากที่สุด ผมไม่ทราบบรรณาธิการหนังสือคนอื่นจะพูดว่ายังไง แต่ผมบอกได้อย่างเต็มปากเลยว่า “การต้องพับและเข้าเล่มหนังสือนี่แหละครับ ยากที่สุด”
ก็ทำมาได้อีกประมาณ 10 ฉบับ คือฉบับที่ 26 ก็มีเหตุทำให้ต้องหยุดทำอีกครั้ง เหตุเนื่องจากกิจการร้านวีดีโอ ที่เป็นวัตถุประสงค์หลัก และผู้สนับสนุนทุนในการทำหนังสือในช่วงแรกๆ ต้องปิดตัวลง ประสบปัญหาการขาดทุนเพราะสู้เทคโนโยยี ใน การดูหนังดู และละครทางอินเตอร์เน็ทไม่ไหว ก็เลยต้องปิดตัวลง เลยทำให้ BE Variety ก็หยุดทำไปด้วย
ในช่วงนั้นถึงหนังสือจะหยุดทำแต่เวบไซต์ยังคงอยู่ ในความเห็นส่วนตัวเห็นว่าเทนโนโลยีต่างๆ พัฒนาไปไกลมากขึ้นไม่น่าจะมีคนอ่านหนังสือซักเท่าไรและอีกหน่อยอาจจะไม่มีเลยก็ได้ เพราะหลายท่านหันมาอ่าน และดูอะไรทางคอมพิวเตอร์ และมือถือมากขึ้น น่าจะใช้เวลามาพัฒนาทางด้านเวบไซต์น่าจะดีกว่า เราก็เริ่มจัดทำรายการทางอินเตอร์เน็ทขึ้น โดยใช้ชื่อว่ารายการ Be Online รายงานกิจการความเคลื่อนไหวต่างๆ ของคนไทยที่เกิดขึ้นที่นี่ และเปลี่ยนรูปแบบการเผยแพร่จากภาพนิ่ง เป็นภาพเคลื่อนไหวมากขึ้น ก็ทำให้เราเริ่มมีคนเข้าดูเวบไซต์มาขึ่นตามลำดับ
แต่ก็หลังจากหยุดพิมพ์ BE Variety ไปได้ไม่นาน ก็มีหลายคนเห็นประโยชน์ของ BE Variety และยังเห็นว่าควรที่น่าจะมีตีพิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่ม ให้คนได้อ่านได้ด้วยสำหรับคนที่ไม่สะดวกในการใช้คอมพิวเตอร์ ก็มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ โดยช่วยเหลือในส่วนของต้นทุนในการผลิต หนังสือ BE Variety เลยได้กลับมาอีกครั้งในเดือนเมษายนปีต่อมา 2007 ในรูปแบบใหม่ logo ใหม่ วัตถุประสงค์ใหม่ คือ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการให้ความรู้ แลกเปลี่ยนข่าวสาร และประชาสัมพันธ์ แด่คนไทยที่อาศัยอยู่ใน New England ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ใหญ่ท่านนั้นก็ออกทุนช่วยเหลืออยู่ได้ประมาณครึ่งปี พอเห็นว่า BE Variety พอจะอยู่ได้แล้วก็ถอนตัวไป
หลังจากนั้น BE Variety ก็ประสบปัญหาด้านการเงินอีกหลายครั้ง เพราะค่าโฆษณาที่ได้รับไม่พอกับค่าใช่จ่ายที่ต้องมี ถึงแม้ว่าทีมงานจะเป็นอาสาสมัครก็ตาม และด้วยเหตุผลทางด้านการเงินก็ยิ่ง ทำให้ BE Variety พัฒนาไปได้อย่างยากยิ่งขึ้น และเคยถึงกับจะเลิกราไปก็หลายครั้ง แต่ก็ได้ผู้ใหญ่หลายๆ ท่านที่เห็นคุณค่าของ BE Variety และได้ให้เงินช่วยเหลือและสนับสนุนมาตลอด จนกระทั่ง ผมได้เป็นนายกสมาคมไทยบอสตัน ในปี 2009 และพยายามผลักดันให้ BE Variety เป็น ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของสมาคมไทยบอสตันให้ได้ในที่สุด ในเดือนพฤจิกายนปีเดียวกัน เลยทำให้หนังสือและเวบไซต์ BE Variety ไม่ต้องพิมพ์เองที่บ้านอีกต่อไป แต่ได้ส่งไปพิมพ์ในโรงพิมพ์ที่มีคุณภาพ ทำให้ BE Variety มีคุณภาพที่ดีขึ้น เพิ่มจำนวนพิมพ์ และจำนวนจัดส่ง ได้ขยายขอบเขตกานส่งออกไป ในร้านค้าและกิจการของคยไทย ทั้ว New England กว่า 300 แห่ง และยังได้เงินสนันสนุบจากสมาคมไทยการจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ มาใช้ เมื่อทุกอย่างดีขึ้น การพัฒนาของ BE Variety ก็เริ่มดีขึ้นในช่วงปี 2010 เป็นต้นมา แต่จะพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้ ถ้าได้เราบุคลากรอาสาสมัครสละเวลา ความรู้ความสามารถมาช่วยงาน ถึงสมาคมไทยบอสตันจะช่วยสนับสนุนด้านเงินทุนให้แก่ BE Variety แต่ก็มีไม่มากพอที่จะจ้างบุคลากรมาประจำช่วยงานได้ เพราะฉะนั้นส่งที่ BE Variety ต้องการคือ อาสาสมัคร ที่มีความรู้ความสามารถ มาช่วยพัฒนา BE Variety ให้ดี ยิ่งๆ ขึ้นไป
ที่ผมเขียนขึ้นมานี้ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นประวัติ ความเป็นมาของ BE Variety เขียนไว้เพื่อตัวเองในอานาคตจะได้ไม่ลืมว่า BE Variety เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ตั้งแต่เมื่อไร และมีการดำเนินมาได้อย่างไรบ้าง เพราะตั้งแต่ผมออกจากโรงพยาบบาลมา ความจำผมหลายๆ อย่างก็เริ่มเลือนหายไป ไม่ได้คิดว่าใครจะอ่านอะไรยืดยาวมาได้ถึงตรงนี้ แต่ถ้าใครได้อ่านมาถึงตรงนี้จริง ก็แสดงว่าคุณเป็นแฟน BE Variety และพอจะเห็นประโยชน์ของ BE Variety อยู่บ้าง ยังไงก็ขอให้ติดตาม BE Variety และเป็นกำลังใจให้กับทีมงานต่อไปเรื่อยๆ งานอาสาสมัครที่ทำแล้วไม่ได้ค่าจ้างแค่แรงแบบนี้ สิ่งเดียวที่พวกเราอยากได้ก็คือกำลังใจครับ
ต่อศักดิ์ ฮุ่นตระกุล 23/9/2010 |