HOME COVER GIRL GALLERY VDO BE SMART BE FORTUNE BE WRITING BE LAW_ WEB BOARD STAFF
 
 
S T A F F
ต่อศักดิ์ ฮุ่นตระกูล / Editor / Photography

จริงๆ ผมเองก็ไม่อยากจะเรียกตัวเองว่า “Editor” หรอกครับ BE Variety นี้ก็ไม่ทราบว่าจะเรียกว่าหนังสือ หนังสือพิมพ์ แม็กมาซีน booklet หรือเอกสาร สิ่งพิมพ์ อะไรดี ผมเองไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่าการทำหนังสือขึ้นมาซักเล่มซักฉบับ จะต้องมีคุณสมบัติ และส่วนประกอบอะไรบ้าง ผมไม่มีความรู้ด้านสื่อสิ่งพิมพ์ วารสารศาสตร์ หรืออักษรศาสตร์ หลายท่านที่คุ้นเคยกับผมน่าจะพอทราบว่าผมนะไม่เก่งด้านภาษาเลยด้วยซ้ำไป ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ผมเอง จบปรีญาตรี สาขา Information System (สารสนเทศ) จากสถาบันเทคโนโยลีราชมงคล แล้วก็มาอเมริกา ทำงานด้านร้านอาหารมาตลอด จะมีก็แต่พอจะถ่ายรูปได้บ้างเท่านั้น ที่ทำมานี้ ทีแรกๆ ก็ทำอยู่คนเดียว ไม่มีใครช่วย แต่พอทำไปเรื่อยๆ มีหลายท่านเห็นความตั้งใจจริงก็เลย เข้ามาช่วยก็เลยทำให้อะไรพัฒนาดีขึ้นมาเรื่อยๆ ที่ทำมาตั้งแต่แรกจนถึงปัจุบันนี้ ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เงินหรือมีกำไรอะไร จากการทำงานนี้ ทำเพราะอยากที่จะทำ ทำเพราะมีความสุขที่ได้ทำ เคยคิดอยู่เหมือนกันว่าถ้าเมื่อไรทำแล้วเป็นทุกข์ก็คงต้องหยุดทำเหมือนกัน

พอมีคนเข้ามาช่วยมากขึ้นก็ต้องมีการกำหนดตำแหน่ง หน้าที่กันขึ้น เพื่อความสะดวก และทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งผมมีเวลาคลุกคลี และอยู่กับ BE Variety มามากที่สุด ก็ต้องรับตำแหน่งนี้ ซึ่งจริงๆ ผมเองก็ไม่ทราบอีกเหมือนกันว่า “Editor” นั้นมีขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบมากแค่ไหน แต่เคยมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกไว้ว่า ก็ไม่มีอะไรมาก ก็แค่ รับผิดชอบสิ่งพิมพ์ชนิดหนึ่งที่จะออกไปเผยแพร่ต่อสาธาณะชน ว่าจะสร้างสรรค์ และจรรโลงสังคมให้ดีขึ้นหรือไม่ ไม่ใช่ไปทำลายสังคมให้เลวลงก็เท่านั้น

ผมก็ขอเรียกสิ่งพิมพ์ชนิดนี้ว่า BE Variety ก็แล้วกัน ช่วงแรกๆ ที่ทำ ก็เป็นเอกสารเพื่อส่งเสริมการขายให้แก่ร้านวีดีโอที่ผมเปิดขึ้นมีชื่อร้าน Bangkok Entertainment นั่นก็คือเหตุผลว่าทำไมถึงชื่อ BE Variety แต่ต่อมาวัตถุประสงค์ได้เปลี่ยนไป เพื่อเป็นศูนย์กลางในการให้ความรู้ แลกเปลี่ยนข่าวสาร และประชาสัมพันธ์ สำหรับคนไทยที่อาศัยอยู่ใน New England ประเทศสหรัฐอเมริกา BE Variety เป็นหนังสือแจกฟรี ออกเป็นรายเดือน ออกอาทิตย์แรกของเดือน มี โดยได้ส่งทางไปรษณีย์ แจกจ่ายไปยังร้านค้าและกิจการธุรกิจของคนไทย ทั่ว New England กว่า 300 ร้านทุกเดือน และส่วนที่เหลือได้มีการแจกจ่ายในร้านอาหารไทย ที่มีคนไทยเข้าออกเป็นประจำในเขตเมืองบอสตัน และเวบไซต์ที่มีผู้เข้าชมมากกว่า 3000 รายในแต่ละเดือน

เนื้อหาสาระใน BE Variety ก็จะเป็นอะไรที่หลากหลาย ให้สมกับชื่อที่เป็น วาไรตี้ นโยบายของเราจะเน้นลงแต่เรื่องในแง่มุมดีๆ สร้างสรรค์ สวยงาม เรื่องอะไรที่เป็นเรื่องโศกเศร้า ข่าวร้าย ข่าวโศกนาฏกรรม หรือการเมือง เราไม่ลง เราคิดว่าคนไทยที่นี่ มีเครียดมากพออยู่แล้ว หาอะไรที่อ่านแล้วได้ยิ้ม ได้อารมร์ดี และมีประโยชน์ น่าจะดีกว่า ให้สมกับ slogan ของเราที่ว่า “วาไรตี้ อารมณ์ดี” อีก เหตุผลหนึ่งทีทำให้เวบไซต์เราได้รับความนิยมจากคนไทยในเขต New Englandนี้ ก็น่าจะเป็นภาพถ่าย และคลิปวีดีโอ กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่นี้ ตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมาทางสามารถหาดูได้ในเวบไซต์นี้ ซึ่งสามารถส่งใปให้ญาติพี่น้อง และเพื่อนที่อื่นๆ รวมถึงประเทศไทยได้ดูได้ด้วย

BE Variety เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่เดือน พฤจิกายน ปี 2002 ซึ่งก็ใช้ทุนตัวเองมาตลอด จนถึงต้นปี 2010 จึงได้เข้าเป็นฝ่ายประชาสัมพันธ์สมาคมไทยบอสตัน ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร และ BE Variety จึงได้เงินจากสมาคมไทยบอสตันสนับสนุน จีงทำให้หนังสือและเวบไซต์ พัฒนามากขึ้น แต่ถึงยังไง ทีมงาน ที่มาช่วยงาน ก็เป็นอาสาสมัครไม่ได้ค่าจ้างค่าแรงอะไร จะมีก็แต่ค่าวัสดุอุปกรณ์บ้างเล็กๆ น้อย แต่ละคนก็มีงานประจำ หรือยังเรียนกันอยู่ ทุกคนที่มาช่วยก็มาด้วยใจจริงๆ คือมีใจที่จะช่วยเหลือผู้อื่น มีใจที่จะช่วยเหลือสังคม ใช่เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และก็ใช้เป็นการฝึกฝนตัวเองในการทำงานนอกเหนือจากการเรียนในห้องเรียน ผมก็ต้องขอขอบคุณทีมงานทุกท่านที่ช่วยให้ BE Variety พัฒนามาถึงทุกวันนี้ได้ ซึ่งเริ่ม จากกระดาษ A4 พับครึ่งเพียงแผ่นเดียว....(อ่านต่อ)

ก็อย่างที่ผมบอกไว้ผมไม่มีความรู้เรื่องสื่อสิ่งพิพม์ หรืออื่นๆ เลย ใครพอจะมีความรู้ความสามารถ หรือมีความคิดเห็นอะไร ผมก็ยินที่จะรับฟังคำแนนะนำ หรือวิพากย์วิจาณ์ต่างๆ เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข และผมสัญญาว่าจะพัฒนา BE Variety ให้ดีๆ ยิ่งๆ ขึ้นไป ตามแต่กำลังที่ผมจะทำได้ และก็ต้องขอขอบคุณแฟนๆ BE Variety ทุกท่านด้วยที่ทำให้ BE Variety ดำรงมาถึงทุกวันนี้ได

ขอขอบคุณ 23/09/2010

 
วิสูตร์ ศึกษาการ / CEO / Photography / Graphic Disigner
 
 
มนา สมบัติวรกุล / Fashion Coordinator / VJ & Event MC / PR Executive / Makeup
 
 
Anne Bhorani / Graphic Designer

ย้อนกลับไปเมื่อสมัย 4 ปีที่แล้ว ดิฉันได้มีโอกาสมาเที่ยวบอสตัน ในครั้งนั้น มองไปมุมไหนๆ รอบ ๆ ดาวทาวน์ก็เต็มไปด้วยตึกที่ถูกจัดวางผังเมืองสวยงาม น่าตื่นเต้นเต็มไปหมดบวกกับสภาพบรรยากาศที่เย็นกำลังสบายไร้มลภาวะเป็นพิษอย่างเมืองหลวงของบ้านเรา ทำให้ดิฉันประทับใจในเมือง เมืองนี้ ตามนิสัยส่วนตัว ที่ชอบอยู่กับธรรมชาติไม่แออัด …

หลังจากครั้งนั้น ดิฉันต้องกลับไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) ระหว่างศึกษาปริญญาตรีที่ ABAC นั้น ดิฉันมีความคิดใฝ่ฝันว่าอยากจะมาศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ประเทศอเมริกา (แต่ก่อนหน้านั้น ก็มีลังเลใจว่าจะไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษดีหรือไปอยู่รัฐอื่นที่มีเพื่อนคุณแม่อยู่ดี) สุดท้าย ด้วยความที่อยากไปใช้ชีวิตในดินแดนที่เต็มไปด้วยความท้าทายและมีการแข่งขันในหลายๆด้านด้วยตัวเอง ดิฉันจึงตัดสินใจ ติดต่อดำเนินการเรื่องเรียนและจัดกระเป๋า บินมาท้าฝันด้วยตัวเองตามที่ตั้งใจ ณ บอสตัน ดินแดนทางฝั่ง North East ของประเทศอเมริกา ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติ การศึกษา เศรษฐกิจ และกิจกรรมที่น่าสนใจต่างๆ มากมาย

เมื่อได้เดินทางมาถึงบอสตันอีกครั้งไม่ถึง 1 อาทิตย์ ดิฉันได้ไปเที่ยวงาน Asian Night กับรูมเมท วันนั้นทำให้ดิฉันรู้แจ้งเห็นจริงว่า ชีวิตลูกๆ ที่พ่อแม่ส่งเงินมาให้เรียนในต่างประเทศนั้น เป็นอย่างนี้ตามที่เขาเล่าลือมานี่เอง! ...?.... มันก็สนุกดีนะ ได้รู้จักเพื่อน ใหม่ๆ แต่ดิฉันกลับคิดว่า มันไม่มีกิจกรรมอื่นๆ ที่มีประโยชน์มากกว่านี้ ที่จะทำให้ได้รู้จักกับเพื่อนและกลุ่มคนใหม่ๆอีกเหรอ… หลังจากวันนั้นไม่นาน ดิฉันได้มีโอกาสรู้จักกับพี่คนหนึ่ง เขาได้ชวนดิฉันเข้าร่วมกิจกรรมในงาน Thai Night 2008 ดิฉันก็งงๆ ไปช่วงหนึ่ง เพราะตอนนั้นเพิ่งมาใช้ชีวิตในบอสตัน ยังไม่รู้จักอะไรดีเลย… งาน งานอะไรนะคะ … อ๋อ ….. มันเป็นอย่างนี้เอง พอดิฉันได้ฟังพี่เขาอธิบาย รวบรวมข้อมูลสักพัก และ “ด้วยเหตุที่ยังไม่รู้จักใครเท่าไรนัก ” จึงอาศัยตรงนี้แหละ ตัดสินใจตอบรับคำชวนเขา เข้าร่วมประกวดธิดาบอสตัน 2008 และดิฉันอยากจะรู้ว่า หลังจากที่เรียนจบปริญญาตรีมา ตัวเองจะมีความกล้ากับกิจกรรมในรูปแบบนี้หรือไม่… ถึงแม้จะไม่ได้รับรางวัลในครั้งนั้น เพราะผลคะแนนโหวตออกมาน้อยกว่าผู้ชนะที่รู้จักเพื่อนคนไทยในบอสตันมาก แต่ก็ถือว่า ดิฉันได้เอาชนะความกล้าของตัวเองในค่ำคืนนั้น ซึ่งผลก็ออกมาดีเป็นที่น่าประทับใจ

หนึ่งอาทิตย์ต่อมา พี่ต่อ Editor หนังสือ Be Variety ของเราได้ติดต่อดิฉันให้มา เป็นนางแบบขึ้นปกหนังสือฉบับปีใหม่ 2009… เอาอีกแล้วค่ะ งานเข้า! หนังสือ… หนังสืออะไรเหรอคะ… ไม่รู้จักอีกแล้วค่ะ! จึงได้ลองไปหาๆดู และได้รู้ว่า ในบอสตัน เขามีนิตยสารประจำเดือนซึ่งจัดทำขึ้นโดยพี่ต่อ ส่งออกแจกฟรีไปทั่วร้านอาหารและธุรกิจไทยในรัฐแมสแซทชูเซส (ว้าว! ตอนนั้นนึกในใจ… เก่งจังทำได้ไงแต่เพียงผู้เดียว และเขาทำเพราะใจรัก เท่านั้นแหละ) ก็ตอบ OK! ถือว่าสนับสนุนความตั้งใจของพี่ต่อ และด้วยตัวเองจะต้องกลับไปรับปริญญาที่ไทยในช่วงที่หนังสือออกแจกจ่ายเป็นเวลา1เดือน กลับมาคงจะไม่มีใครกล่าวถึง จึงรับคำชวนพี่ต่อไป

เล่ามาตั้งเยอะแล้ว ผู้อ่านคงสงสัยว่า… แล้วมาเป็น Graphic Designer ให้หนังสือได้อย่างไร… หลังจากที่พี่ต่อเรียกให้ไปดูรูปขึ้นปกหนังสือนั้น ดิฉันคิดว่า หนังสือ Be Variety ยังมีอะไรที่ต้องปรับปรุงภาพลักษณ์อีกเยอะ จึงได้เสนอไอเดียร์ไปที่พี่ต่อ หลายอย่าง ครั้งนั้น ทำให้พี่ต่อรู้ว่า ดิฉันจบการศึกษาคณะ Visual Communication Arts สาขา Graphic Design พี่ต่อจึงได้ชวนดิฉันเข้าร่วมปรับปรุงหนังสือ Be Variety ดังนั้น หลังจากดิฉันกลับมาจากไทย จึงได้ช่วยพี่ต่อออกแบบหนังสือในบางส่วนจวบจน มาถึงทุกวันนี้ ดิฉันได้ออกแบบภาพรวมของหนังสือเกือบทั้งหมดแต่ผู้เดียว

ด้วยความที่มีเหตุปัจจัยในการจัดทำหนังสือหลายอย่าง ดิฉันคิดว่า ถ้ามีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ชาวไทยผู้ใดสนใจอยากจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาหนังสือเล่มนี้ ดิฉันเป็น คนหนึ่งที่อยากชวนทุกๆ คนเข้าร่วมหาประสบการณ์ มาช่วยกันแชร์ไอเดียร์ในหนังสือของ ชาวไทยในบอสตันเล่มเดึยวเล่มนี้ค่ะ เพราะทุกๆท่านที่ร่วมกันสร้างหนังสือเล่มนี้ต่างมี ภาระหน้าที่ของตัวเองทั้งนั้น ซึ่งตัวดิฉันเองปัจุบันศึกษาปริญญาโทอยู่ที่ Boston College ดังตามจุดประสงค์แรกที่ตัดสินใจมาใช้ชีวิตที่อเมริกา ซึ่งทำให้เวลาในการช่วยพี่ต่อจัดทำ ออกแบบหนังสือน้อยลง อาจทำให้ไม่ได้พัฒนารูปแบบหนังสือมากเท่าไร แต่ดิฉัน ขอยืนยันค่ะ!… ว่าทุกครั้งที่จัดทำหนังสือในแต่ละเดือนนั้น นึกอยู่ในใจเสมอว่า… หนังสือฉบับนี้จะต้องทำออกมาให้ดี น่าอ่านยิ่งกว่าฉบับที่แล้ว ขึ้นไปอีกเรื่อยๆ…. ขอบคุณที่ติดตามหนังสือ Be Variety ค่ะ

 
อารียา Krylov ไตรเสถียรภาพ / Photography / Photoediting

สวัสดีค่ะเพื่อนๆพี่ๆน้องๆชาว be variety ทุกคน

ชื่อเดิม อารียา ไตรเสถียรภาพ ^ ^ แต่ตอนนี้แต่งงานแล้วเลยเป็น Areeya Krylov ค่ะ แต่แม่และเพื่อนๆก็จาเรียกว่า "ไอหมิง" นะค่ะ เป็นตากล้องให้ Be-variety มาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน
ได้มีโอกาสมาฝึกหัดถ่ายรูบ portrait กับพี่ต่อนี่ละค่ะ จนตอนนี้ก็มีผลงานออกมาให้ทุกคนได้ดูกันมาขึ้นจากปกของ Be-variety และก็งานต่างๆนะค่ะ
แต่หลังๆไม่ค่อยได้ไปถ่ายรูบตามงานต่างๆเท่าไหร่ค่ะเพราะว่ามีครอบครัวแล้วนะค่ะแล้วก็มีลูกสาว (siberian husky) หนึ่งตัว > <

มาเข้าเรื่อง Bio ของหมิงดีกว่านะค่ะ
จริงๆสมัยอยู่เมืองไทยก็เป็นเด็ก spoil คนนึงค่ะที่พ่อแม่ส่งไปเรียนแล้วก็ให้ตังไป shopping ตื่นเช้ามาก็มีแม่บ้านตามเก็บกวาดที่นอนให้ตลอด
อาบน้ำลงมาก็มีข้าววางไว้ให้กินแล้ว มีหน้าที่อย่างเดียวก็คือเรียนๆๆๆ ก็จบปริญญาตรีจาก เอแบค ตอนปีไรจำไม่ได้แล้วค่ะ (นานแล้วเหมือนกัน T^T) แล้วก็มาเรียนต่อที่เมกาเลยค่ะ ตอนแรกที่บ้านอยากให้เรียนต่อบริหาร (finance) ไอเราก็ตกลงๆเรียนๆตามคนจ่ายตัง

แต่พอมาอยู่ที่อเมริกาได้อยู่สามสี่เดือนก็โทรบอกที่บ้านว่า จะไม่เรียนบริหาร แล้วจะไปเรียนถ่ายรูบที่บ้านก็แอบอึ้งนะค่ะ แม่ก็ถามว่า "แล้วจะไปทำไรกิน" เราก็ตอบไปอย่างจิงจังว่า "ทำมาม่า" (ไม่ใช่ละ)ก็บอกแม่ไปว่า "หมิงอาจจาล้มเหลวก็ได้ แต่อย่างน้อยหมิงก็มีความสุขที่ได้ทำอะไรที่หมิงชอบนะ แล้วการเรียนตามที่แม่อยากให้เรียนไม่ได้ guarantee ว่าหมิงจาประสบความสำเร็จซะหน่อย"จนได้มาเรียนถ่ายรูบสมใจ

แต่การมาใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกาห่างแม่ห่างครอบครัวทำให้เข้าใจชีวิตมากขึ้นว่าการที่เราเคยอยู่ในโลกแคบๆของเรามานทำให้เราลืมไปว่าเราตัวเล็กแค่ไหน คนเราชอบหลงตัวเองคิดว่าเราเก่งกาจแข่งกันเรียน แข่งกันรวย แต่พอได้มาอยู่ที่นี่แล้ว ถึงได้รู้ว่าโลกแคบๆของเรายางมีคนมากมายที่ดีกว่า เก่งกว่า สิ่งที่เราเคยมีมันแค่สิ่งจอมปลอม เป็นของที่พ่อแม่เราสร้างมาไม่ใช่ของเราคนเราควรมองกันที่จิตใจมากกว่าอย่างอื่นอยู่ที่นี่เจอคนมากมาย ที่ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราอาจตัดสินว่าเค้าเป็นคนไม่ดี แต่กลับดีกับเรามากๆสิ่งที่คนคนนึงเป็นไม่เหมือนเรา คิดไม่เหมือนเรา ทำไม่เหมือนเราไม่ได้แปลว่าเค้าเป็นคนไม่ดี เราไม่มีสิทธิ์จะไปตัดสินใคร ไม่มีสิทธิ์ไปว่าใครเพราะเราเองก็ไม่ได้ดีไปทุกๆอย่าง ฉลาดไปทุกๆอย่าง
การที่ได้มาอยู่ที่นี่มานคือการขัดเกลา ego ของตัวเองอย่างมาก ได้รู้จักการมีความสุขกับสิ่งเล็กๆใกล้ๆตัวเรา

การใช้ชีวิตของหมิงก็ง่ายๆ แล้วก็มีความสุขกับทุกๆอย่างรอบๆตัว
การทำงานหมิงก็ให้เต็ม 200 % กับทุกๆงาน
ซื่อสัตย์จริงใจกับลูกค้า แล้วก็จะมีความาสุขถ้าเห็นลูกค้า Happy กับงานเรา

การทำงานตรงนี้ไม่ใช้ทุกคนจะทำได็
เคยท้ออยู่หลายครั้ง แต่ทุกๆครั้งก็จะมีกำลังใจดีดี
จากคนรอบตัวโดยเฉพาะครอบครัวและสามีที่น่ารัก

เพราะว่าเป็นคนที่ไม่เคยคิดว่าอะไรในโลกนี้ยากเกินที่คนสองมือสองเท้าจะทำได้
และก็มองโลกในแง่ดี (บางทีก็เกินไป) ก็เลยมีกำลังใจและไม่เคยกลัวที่จะเริ่มทำสิ่งใหม่ๆตลอดเวลาค่ะ

ได้มาทำงานกับ Be variety ก็เป็นประสบการณ์ดีดีในชีวิตอย่างหนึ่ง
มีคำแนะนำดีดีประสบการณ์ใหม่ๆจากพวกพี่ๆ น้าๆ น้องๆ ชาว be variety เสมอๆ
การทำงานตรงนี้อาจจะไม่ได้ค่าตอบแทนเป็นเงินทองอะไร
แต่สิ่งที่ได้มาคือมิตรภาพจากคนมากมาย ทั้งวัยเดียวกันและต่างวัยค่ะ

หมิงก็จะอยู่ทำงานตรงนี้ให้ดี ทำงานดีดีสวยๆออกมาให้เพื่อนๆได้ติดตามกันต่อไปเรื่อยๆนะค่ะ

ขอบคุณมากๆค่ะ
หมิง ^_^

 
พิสุทธิ์ ธีรศักดิ์สุวรรณ (SanJiKick) / Videography / Videoediter / General Assistant / Proof reader / Writer

“Surprise”
ในขณะที่ข้าน้อยยังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีอยู่วันหนึ่ง คุณแม่ของข้าน้อยได้บอกกับข้าน้อยในระหว่างทางกลับบ้าน ว่า วันนี้มี “surprise”  ซึ่งในตอนนั้น ทั้งตัวข้าน้อย และคุณแม่ของข้าน้อย ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคำว่า surprise แท้จริง ต้องสะกดอย่างไร แต่ข้าน้อยเอง ก็พอจะรู้ความหมายของคำๆ นี้บ้าง
เมื่อข้าน้อยกลับไปถึงบ้าน และได้เปิดโทรทัศน์ดูตามปกติ ข้าน้อยจึงได้รับรู้ว่า surprise ที่ว่า คือระบบโทรทัศน์ที่บ้านของข้าน้อยได้รับการติดตั้ง cable tv ซึ่งนั่น ก็ทำให้ข้าน้อยได้รับชมภาพยนตร์รวมถึงการ์ตูนเรื่องต่างๆ หลายเรื่อง ได้อย่างซ้ำแล้วซ้ำอีก

“ซามูไรพเนจร”
ข้าน้อยพอจะทราบภาษาญี่ปุ่นอยู่บ้าง เพราะเคยเรียนมา อย่างเช่น สรรพนามบุรุษที่ 1 ของภาษาญี่ปุ่น ที่ข้าน้อยรู้จัก มีอยู่ 2 คำ คือ วาตาชิ (???) และ โบคุ (??) แต่ข้าน้อยไม่ทราบว่าคำไหน หรือคำใด ที่ถ้าแปลแล้วจะได้ความหมายที่ใกล้เคียงกับคำว่า “ข้าน้อย” ในภาษาไทย
มีอยู่ช่วงหนึ่งของชีวิต ข้าน้อยคิดว่าน่าจะเป็นช่วงมัธยมศึกษาแล้ว ทุกๆ เช้าวันอาทิตย์ ที่ช่องเจ็ด เวลาประมาณ 7 โมงครึ่ง การ์ตูนเรื่อง ซามูไรพเนจร จะออกฉาย สัปดาห์ละตอน โดยการ์ตูนเรื่องนี้ มีจุดเด่นคือ พระเอกจะมีแผลเป็นรูปกากบาทที่แก้มข้างซ้าย
เมื่อได้มีการนำมาฉายที่ช่องเจ็ดสี และได้รับการพากย์เสียงภาษาไทย ตัวละครเอกที่เป็นซามูไรพเนจรก็ได้รับการให้เสียงพากย์ และใช้สรรพนามแทนตนว่า “ข้าน้อย”

“The Matrix”
ในปี 1999 หรือก็คือในปี พ.ศ. 2542 ภาพยนตร์เรื่อง The Matrix ได้ออกฉาย และข้าน้อยก็ได้รับชมผ่าน cable tv ที่บ้าน เนื้อเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ จึงได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ข้าน้อยกล้าที่จะกล่าวอย่างนั้น ที่ทำให้ข้าน้อยมีความชื่นชอบในคำว่าภาพยนตร์อย่างมากๆ

“เศรษฐกิจของประเทศแถบเอเชียตะวันออก”
ในขณะที่ข้าน้อยเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 ของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ข้าน้อยได้เลือกเรียนวิชาที่มีชื่อประมาณว่าวิชาเศรษฐกิจของประเทศแถบเอเชียตะวันออก ซึ่งก็คือ จีน เกาหลี ไต้หวัน และญี่ปุ่น ดำเนินการสอนโดย ศาสตราจารย์ ดร. สุวินัย ภาวิลัย
ในการเรียนวิชานี้ จะเน้นการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง และนักศึกษาต้องนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้าดังกล่าวในชั้นเรียนเป็นประจำทุกสัปดาห์ หรือก็คือ ต้องเขียนรายงานส่งทุกสัปดาห์นั่นเอง
ข้าน้อยรู้สึกว่าข้าน้อยทำผลงานในสองสัปดาห์แรกได้ดี ทั้งในส่วนของเนื้อหา และการเรียบเรียง และเป็นผลงานการเขียนสองครั้งแรกที่ข้าน้อยได้เริ่มใช้สรรพนามแทนตนว่า “ข้าน้อย” แต่อาจารย์สุวินัยได้กล่าวกับข้าน้อยว่าควรใช้คำว่าผู้เขียน เป็นสรรพนามแทนตน ซึ่งมีความเหมาะสมกว่า นอกจากนั้นท่านยังกล่าวกับผมอีกว่า ในโอกาสข้างหน้า ถ้าได้เขียนคอลัมเป็นของตนเอง แล้วอยากจะใช้สรรพนามแทนตนว่า “ข้าน้อย” หรืออะไรก็แล้วแต่ ก็ย่อมทำได้

“งานเขียน”
                มีท่านผู้อ่านที่รักท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนของข้าน้อย มักจะกล่าวถึงข้าน้อยว่า ข้าน้อยเขียนวิจารณ์ภาพยนตร์ ข้าน้อยก็เข้าใจดีว่าที่ต้องกล่าวเช่นนั้น เป็นเพราะคำว่าวิจารณ์ภาพยนตร์ง่ายต่อการเข้าใจว่าข้าน้อยมีความสนใจในด้านใด
                แต่จริงๆ แล้วข้าน้อยอยากให้ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่านของข้าน้อย เข้าใจว่า ข้าน้อยมิบังอาจที่จะนำความรู้ที่ได้สั่งสมมาในกะลาอันคับแคบ ไปวิจารณ์ หรือใช้ความรู้สึกส่วนตัว ไปตัดสินผลงานการสร้างสรรค์อันทรงคุณค่าของศิลปินท่านใด หากแต่ข้าน้อยต้องการนำเสนอเรื่องราว ข้อมูล ข่าวสาร และประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาพยนตร์ เพียงเท่านั้น

(อ่านงานของSanJiKick)

 
Monet Sky / VJ & Event MC / PR Executive / Writer

                เริ่มต้นงานในสาขาบันเทิงด้วยการเป็นพิธีกรให้กับ Be Variety ในปี 2007 มี (Unreleased) Album กับค่ายเพลง Javelin Record, Boston ปี 2006, ต่อมารับหน้าที่ เป็นพิธีกรนอกสถานที่ พากินเที่ยวกับ รายการ Divorce and Loving It ช่อง FOX28, Comcast 25, Verizon&DirectTV ช่อง 50 New England ปี 2008


                โดยส่วนตัวหลงรักน้ำทะเล, ชอบศิลปะวัฒนะธรรม รักความโลดโผนท้าทาย  และการท่องเที่ยว ตอนเป็นเด็กน้อยใฝ่ฝันอยากเป็น James Bond มีที่ หลงรัก อย่างหัวปัก หัวปำ คือ ทะเลไทย, เชียงใหม่, โมรอคโค, บาหลี, ซานโตรีนี่ และเกียวโต รักการอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ ถ้ายกห้องสมุดใน แฮรี่พอตเตอร์มาไว้ที่บ้าน ได้จะมีความสุขอย่างสุดสุด สนใจงานเขียนด้ายการแพทย์ สังคม จิตวิทยา และจิปาถะ ที่ชอบเป็นพิเศษ คือ Lifestyle Writing พูดคุยทุกเรื่อง สัพเพเหระ ตั้งแต่จับกระแสสังคม, สถานที่ และกิจกรรมน่าสนใจ, เทคโนโลยี ไปจนกระทั่ง ปรัชญาการใช้ชีวิต ขึ้นอยู่ กับว่าจะเอาตัวเองไปไว้ส่วนไหนในมุมโลก สุดท้าย อยากถ่ายทอดความคิดความรู้สึกผ่านตัวหนังสือ ด้วยความภูมิใจที่เป็นส่วนเล็กๆ ของ Be Variety หวังว่า ผู้อ่าน จะได้รับ สาระและบันเทิงไม่มากก็น้อย

คติดประจำใจ : Live a Balance Life รู้ ตื่น เบิกบาน
Learn the rules and break them properly

จนกว่าเราจะเจอกันอีกครั้ง

(อ่านงานเขียนของMonet Sky)

 

อุษฏีย์ สุทนต์ขัย / VJ & Event MC / PR Executive

เริ่มตั้นทำงานกับ BE Variety ตั้งแต่ปี 2008 โดยเป็นนางแบบปกนิตยสาร พิธีกร Be Online และ MC Events ต่างๆ ขณะที่เริ่มเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 สาย ศิลป์-ญี่ปุ่น ที่โรงเรียนพระหฤทัย คอนแวนต์ ได้ย้ายมาเรียนต่อที่ Charlestown High School และ ต่อที่มหาวิทยาลัย University of Massachusets of Boston สาขา Management เป็นเวลา 2 ปี ตอนนี้ กำลังศึกษาอยู่ที่ The New England Institute of Art สาขา Advertising

นิสัยส่วนตัว เป็นคนรักศิลปะในหลายฯสาขา อาทิเช่น การวาดรูป การถ่ายภาพ การออกแบบ การแสดง แฟชั่น โมเดลลิ่ง แต่สิ่งที่ชอบมากที่สุด เห็นจะเป็นด้านดนตรี ชอบฟังเพลง ชอบการแสดงดนตรีสด เคยเล่นเปียโนอยู่ 6 ปีตั้งแต่ประถม และ เล่นกีต้าร์ อยู่ 2 ปี ที่ โรงเรียน Yamaha Music School เห็นคุณพ่อเล่นกีต้าร์ตั้งแต่เด็ก ญาติฯ และ ลูกพี่ลูกน้องก็เล่นเครื่องดนตรีกัน ทั้งเป็นนักร็อง นักกีต็าร์ กลอง ไวโอลิน ขิม เปียโน แทบว่าจะตั้งวงกันเองก็ว่าได้ เพราะการเติบโตมากับเสียงดนตรีนั้น ทำให้คิดอยากที่จะทำงานเกี่ยวกับด้านดนตรี และวงการบรรเทิง เช่น พิธีกร วีเจ นักแสดง และ ถ่ายแบบ เคยคิดอยากมีห้องอัดทำรายการของตนเอง ทำหนังสั้น ทำเพลง หรือทำธุรกิจอย่างอื่นเข่น ร้านขายอาหาร โดยอยากตกแต่ง และ ออกแบบร้านเอง สไตล์โมเดิน ผสม nature ซึ้งใช้เป้นแกลเลอรี่โชว์ภาพ นั่งกิน เบกเกอรี่ จิบกาแฟ ที่นั้งรีแลกซ์ฟังเพลง ตนตรีสด และ สังสรรค์ยามค่ำ ดนตรี รูปภาพ หรือภาพถ่าย ทุกๆท้วงทำนอง คำร้องที่ผ่านหู รูปที่ดูผ่านตา มันสะท้อนถึงอารมณ์ การเล่าเรื่อง และการเก็บความทรงจำที่ดี

คติ สิ้งดีๆ ยังรออยู่ข้างหน้า ท้อได้ แต่ไม่ถอย

 
อาแปะ / Writer
 
 
 
มังกรขี้เกียรติตื่น / Writer

เป็นคนชอบอ่านนวนิยายจีน มาตั้งแต่สมัยเด็กๆ แต่เดี่ยวนี้พอโตขึ้น ก็แถมจะไม่ได้อ่านแล้วเพราะไม่มีเวลา แต่ด้วยที่ว่าเป็นคนทีชอบทำอะไรตอนกลางคืน และตื่นสายเอามากๆ  เคยอ่านเจอใน สามก๊ก ว่าขงเบ้งอยู่ที่เทือกเขามังกรหลับ เห็นว่าเท่ห์ดี  ผมก็เลยอยากอยู่ที่เทือกเขามังกรขี่เกียรติตื่นบ้าง ก็เลยยืมมาใช่เป็นนามปากกาแรกของตัวเองดู  เขียนอะไรมาก็หลายอย่าง แต่ที่เห็นว่ามีคนอ่านกันเยอะหน่อยก็ในหนังสือ บีวาไรตี้นี้แหละครับ รู้สึกว่าจะมีคนตามอ่านอยู่เป็นประจำ แต่ที่เขียนส่วนใหญ่เป็นการเล่าซะมากกว่า ก็ได้ขอมูลมาจากพี่ต่อบรรณาธิการ นั้นและครับ แล้วผมก็มาเล่าต่อเป็นตัวหนังสือให้ผู้อ่านได้อ่านกัน

ส่วนตัวแล้วผมรู้จักพี่ต่อหรือบรรณาธิการคนนี้มานานแล้ว ตั้งแต่มาที่นี้ใหม่ๆ เห็นแก่ทำอะไรเยอะแยะไปหมด ก็มีโอกาสช่วยแก่บ้างทางด้านงานเขียนนี้ เดือนหนึ่งก็ใช่เวลาซักครึ่งวัน ช่วยแก่ลดงานไปครึ่งวัน แก่จะได้เอาเวลาไปทำ และพัฒนางานอย่างอื่นๆ ได้บ้าง ก็เขียนมาตั้งแต่สมัยที่บีวาไรตี้เกิดขึ้นแรกๆ ก็ไม่คิดว่าจะเป็นรูปเป็นร่างและมีคนอ่านมากขึ้นขนานนี้ หลายคนถามว่า มังกรขี้เกียรติตื่นนี้ใช่ พี่ต่อหรือเปล่า เอาเป็นว่าผมสนิดกับแก่มาก และได้พูดคุยแสดงความคิดเห็นกับเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำเลยทำให้ผมทราบอะไรมาก เหมือนๆ กับที่พี่ต่อทราบ

ผมก็แค่อย่างใช่เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ก็ได้แต่หวังว่าสิ่งที่ผมเขียนคงจะมีประโยนช์กับใครงานคนบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ และก็ยังหวังอีกว่าจะมีผู้อ่านมากขึ้นไปเลือยๆ ครับ

(อ่านงานเขียนของมังกรขี้เกียรตื่น)

 
Minnie Angle / Writer

ก้าวเข้ามาในวงการดูดวงโดย อาจารย์นพเก้า เป็นผู้สอนให้เรียนรู้ถึงการคำนวณดวงดาว ดูไพ่ยิบชี การฝึกจิตให้นิ่งในการทำนายอนาคต รวมไปถึงได้รับคำแนะนำในการเขียนการทำนายทายทักให้กับหนังสือต่างๆ อีกด้วย โดยเข้ามามีส่วนร่วมให้กับหนังสือ  Be Variety ได้ด้วยการเสนอตัวขอเป็นผู้เขียนประจำให้กับคอลัมภ์ทำนายทายทัก อยากนำสิ่งดีๆ ที่เคยได้รับการสั่งสอนมาถ่ายทอดมาให้กับผู้อื่น

ในบางครั้งหมอดูเปรียบเสมือนผู้ที่รับฟังปัญหาสิ่งไม่สบายใจที่ไม่สามารถบอกใครได้ ผู้ที่เป็นหมอดูมีหน้าที่แนะแนวทางการแก้ไข ไม่ได้เป็นผู้ชี้นิ้วให้ท่านเดินตาม การดูดวงเป็นแค่แนวทางในการตัดสินใจไม่ได้เกิดขึ้นตามที่ทำนายเสมอไป ขอให้ท่านใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจและการเลือกแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องนะคะ 

(อ่านงานเขียนของMinnie Angle)
เด็กดีแม่รัก / Writer

แนะนำตัว:  ชื่อ โอรศา บุญอุปถัมภ์ (Orasa Bunupatam) ชื่อเล่นโอ เป็น Working Mom ที่ต้องทำงานนอกบ้านดูแลครอบครัวใจใส่ลูกน้อย รวมไปถึงสร้างกิจกรรมให้กับตัวเองและสำหรับลูก เพื่อสานสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัวพ่อแม่และลูก

เริ่มต้นกับ Be Variety: เคยได้ร่วมงานกับกิจกรรม Be Variety ของคุณต่อเมื่อสมัยผู้เขียนยังไม่ได้มีลูก หลังจากตั้งท้องก็เริ่มห่างหายไปทำหน้าที่ดูแลครอบครัว เมื่อคลอดออกมาแล้วคุณต่อได้มาแสดงความยินดีกับสมาชิกคนใหม่ในครอบครัว พร้อมทั้งชักชวนให้มาเป็นผู้เขียนในคอลัมภ์เกี่ยวกับการเด็ก จึงเป็นที่มาก้าวแรกของการเป็นนักเขียนของ Be Variety

คอลัมภ์ลูกน้อยหอยสังข์:  ได้แรงบันดาลใจและประสบการณ์การเลี้ยงลูกมาจากลูกชายศิร บุญอุปถัมภ์  (Athan Sira Bunupatam) ในการเขียนบทความภายใต้นามปากกา "เด็กดีแม่รัก" เป็นประสบการณ์โดยตรงจากการเลี้ยงดู ความรู้ข้อมูลที่ถูกต้องได้จากการอ่านหนังสือ ดูอินเตอร์เน็ต รวมทั้งปรึกษากับคุณหมอ 

สิ่งที่ได้รับ: คงเป็นประโยชน์และแนวทางในการเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด เหมาะสำหรับคุณแม่ที่มองเห็นความสำคัญในทุกๆ ด้านของลูก และอยากนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้อ่านทั้งที่มีครอบครัวแล้วหรือกำลังเตรียมตัวสร้างครอบครัวในอนาคตข้างหน้า

                                                                                                                                ห่วงใยใส่ใจในความรักของลูกน้อย
                                                                                                                                                เด็กดีแม่รัก 

 

(อ่านงานเชียนของเด็กดีแม่รัก)
 
หนูชบา / Writer

แนะนำตัวของหนูชบาค่ะ
 
 
"ทำอะไรไม่ค่อยจะเหมือนชาวบ้าน"
คำนี้ได้ยินบ่อยจากคนรอบข้าง งั้นแสดงว่านิสัยของหนูชบาจะแปลกแตกต่างไปกับคนอื่นแน่ๆ เลย อารมณ์อ่อนไหว จิตนาการณ์สูง รู้จักประหยัด-ประยุกต์ เห็นไอเดียใหม่ๆ จากสิ่งของรอบข้าง ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
 
หนูชบาก็เป็นแค่เด็กวัยรุ่นที่มีความคิดเป็นของตัวเองแต่แสดงออกมาเป็นสิ่งของ เติบโตมาจากครอบครัวที่มีคุณพ่อ คุณแม่คอยพร่ำสอนให้เป็น คิดดี ทำดี และที่สำคัญต้องเป็นคนดี เรียนจบมาจากโรงเรียนสตรีล้วน ที่ใครๆ ชอบล้อเล่นว่า "จิ้งเกลเบลคอนแวนต์" จนได้เข้ามามหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง เพราะด้วยความที่รู้ตัวว่าตัวเองเรียนไม่เก่งเลยไม่ได้สอบเอ็นทรานซ์กับเพื่อนๆ พอเรียนจบมาได้ไม่นาน มีคำสั่งจากปาป๊าเสมือนสายฟ้าแล็บให้มาเรียนต่อที่อเมริกา ด้วยเหตุผลจากหัวหน้าครอบครัวว่า "ปล่อยลูกไปให้รู้จักกับโลกกว้าง"
 
ก้าวแรกที่มาถึงยังอเมริกามีความรู้สึกหลากหลายอารมณ์ในตัว ตื่นเต้น เศร้า เหงา งง งง ... ได้พบปะเจอะเจอสิ่งอะไรใหม่ที่ไม่เคยเห็นโดยเฉพาะร้าน Craft
ที่ไม่มีในเมืองไทย ด้วยเหตุผลนี้เองที่ผลักดันตัวเองติดต่อขอเข้าไปเขียนคอลัมภ์ "DIY. กับหนูชบา" กับบก. หนังสือบีวาไรตี้ ด้วยความไม่เคยมีประสบการณ์เขียนหนังสืออะไรเลย แต่ในเมื่อตั้งใจทำ "การเป็นตัวของตัวเองเป็นเรื่องที่ดีที่สุด และมั่นคงถาวรที่สุด" เลยไม่ใช่เรื่องยากในการเขียนหนังสือครั้งแรกของหนูชบา
 
สิ่งที่หนูชบาประดิษฐ์ประดอย สิ่งที่เขียนเล่าเรื่องราวต่างๆ ได้ลองวิเคราะห์กลุ่มผู้อ่านคอลัมภ์
DIY คงมีหลากหลาย หลายความคิดแต่ละกลุ่มจะคิดไม่เหมือนกันซึ่งแบ่งออกมาได้ 3 ระดับความคิด
*
มันคิดได้ไงเนี่ย ไอเดียดีเหมือนกันเอาของทิ้งแล้วกลับมาใช้ใหม่ได้ เก่งมาก
** งั้นๆ ไม่ได้สวยอะไร แต่ก็ใช้ได้นะ
*** ทำอะไรอะ ไร้สาระมากเลย
 
แล้วแต่ผู้อ่านคิดว่าจะอยู่กลุ่มไหน แต่ขอให้ท่านผู้อ่านเลือกรับแต่สิ่งที่ดีมีประโยชน์จากหนูชบา และหนูชบาจะสรรสร้างสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ มาให้เกิดประโยชน์กันเรื่อยๆ และตลอดไปนะคะ
HavE a NiCe DaY
หนูชบา

(อ่านงานเขียนของหนูชบา)

 
about Be Variety

กระดาษ A4 พับครึ่งเพียงแผ่นเดียว....

จริงๆ แล้ว BE Variety เกิดขึ้นได้ เพราะผมเปิดร้านเช่าวีดีโอชื่อ Bangkok Entertainment เมื่อปี 2002 แล้วต้องการจะทำสื่อส่งเสริมการขายขึ้น แต่ก็มาคิดว่าถ้าทำเป็นใบปลิวธรรมดา คงไม่น่าสนใจ และไม่มีใครอยากจะหยิบจับไปดูสักเท่าไร ประกอบกับผมเป็นคนชอบถ่ายภาพ โดยเฉพาะภาพ Portrait ผมก็เริ่มชวนน้องที่รู้จักมาถ่ายครั้งแรกเพื่อใช้ไว้หน้าแผ่นพับดังกล่าว โดยครั้งแรกทีคิดไว้คือ หาใครที่เป็นที่รู้จักของคนที่นี่มาถ่าย และเพิ่มรูปงานและกิจกรรมต่างๆ  ที่ผมได้ไปถ่ายภาพมาเขาไปอีก บวกกับเนื้อหาที่เป็นการวิจารณ์และแนะนำหนัง และละครที่มีให้เช่าที่ร้าน เพิ่มเข้าไป

จริงๆ แล้วครั้งแรกที่มี BE Variety นั้นเป็นเพียงกระดาษ A4 แผ่นเดียวพักครึ่งเท่านั้น และพิมพ์เองที่ร้าน โดยออกแจกจ่ายครั้งแรกในงาน Thai Night ปี 2002 ที่จัดโดยสมาคมไทยบอสตัน  ก็ได้รับการตอบรับอย่างดียิ่ง พอผู้คนเห็นภาพหน้าแผ่นพับดังกล่าวก็มีการหยิบจับติดมือกันไปทุกคน ฉบับต่อๆ มาเราก็เริ่มมีการจัดส่งทางไปรษณีย์ ไปยังร้านอาหารไทย ที่อยู่ในระยะหวังผลทางการค้า คือคิดว่าเขาจะเข้ามาเช่าวีดีโอเรา ก็น่าจะร้อยกว่าร้านได้ sponsor ต่างๆ เราก็ไม่ได้หา ใช้ทุนจากร้านวีดีโอที่เปิดเป็นทุน ทำไปๆ ก็เพิ่มหน้าขึ้นเรื่อยๆ  และเริ่มมีธุรกิจการค้าเริ่มเห็นประโยชน์จากแผ่นพับนี้ โดยได้ลงโฆษณาในแผ่นพับนี้เพิ่มขึ้น แต่ sponsor ต่างๆ ก็พอช่วยได้แค่ค่ากระดาษค่าหมึกที่ต้องใช้พิมพ์ ซึ่งก็ไม่พอด้วยซ้ำไป ไม่ต้องพูดถึงค่าแรงที่ลงมือทำ เรียกว่าทำด้วยใจรักจริงๆ สมัยแรกๆ ทำคนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ เขียนเอง พิมพ์เอง พับเอง ติดแสตมป์เอง ส่งเอง ทำคนเดียวหมด

ก็พิมพ์เอง พับเอง ทำเองมาสองปี ช่วงหลังก็พอมีคนมาช่วยบ้าง ส่งเรื่อง หาเรื่องมาให้ลงบ้าง ก็ทำมาได้ถึงปี 2004 ต้นปผมก็เกิดไม่สบายหนักอย่างกระทันหัน ต้องเข้าโรงพยายาบรักษาตัว เรียกว่าเป็นหนักเลยทีเดียว  หลายท่านคาดว่าคงไม่อาจมีชีวิตรอดอีก นอนสลบอยู่ในห้อง ICU 6 สัปดาห์ ผ่าตัดใหญ่ 3 ครั้ง ครั้งละหลายชั่วโมง หลังจากฟื้น  ก็ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยายบาลอีก 6 สัปดาห์ และทำกายภาพบำบัดอีก 3 เดือน ถึงจะออกจากโรงพยายบาลได้ ร่วมเวลาก็อยู่ในโรงพยาบาล ครึ่งปีพอดี ออกมาก็อยู่ในสภาพที่ยังเดินไม่ได้ ต้องเอารถพยาบาล หามกันมาส่งถึงเตียงนอน การขับถ่าย ก็ต้องเป็นไปกันข้างเตียงนอนนั่น เพราะไม่สามารถลุกไปห้องสุขาได้ ทางโรงพยาบาลก็ส่งหมอกายภาพ มาทำกายภาพบำบัดที่บ้านในช่วงแรกๆ ในช่วงนั้นคิดเสียใจวันละหลายหน สงสัยเหมือนกันว่าตนเองรอดมาทำไม ต้องมาเป็นภาระของคนอื่นๆ อีก สู้เราไม่อยู่เสีย จะได้จบเรื่องไป แต่สิ่งเดียวที่ทำให้ผมอยู่รอดมาได้ถึงทุกวันนี้ก็คือคุณแม่ของผม มันจะเป็นภาพติดต่อผมอยุ่ตลอดเวลาที่คุณแม่ของผมซึ่งอายุก็มากแล้ว จะต้องมาดูแลผมตลอดระยะเวลาที่อยู่โรงพยาบาล เรียกว่ามาเกือบทุกวัน ตลอดระยะเวลาที่ผมอยู่โรงพยายบาล เธอต้องดูแลร้านอาหารแทนผมแล้ว ยังต้องมาดูแลผมอีก ผมมาคิดดูแล้วว่าถ้าผมยอมแพ้ จะทำให้เธอเสียใจมากแค่ไหน ก็เลยทำให้มีกำลังใจ ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง

หลังจากกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ก็ไม่ได้ทำอะไร ก็ได้แต่นั่งๆ นอนๆ ดูวีดีโอที่ร้านเอามาให้ดู ดูละครจีนเป็นชุดๆ ชุดละ 30-40 ม้วน ดูไปซักประมาณน่าจะ 10 เรื่องเห็นจะได้ ก็ไม่เห็นจะได้อะไรขึ้นมา ดูไปก็มีพระเอกนางเอก ผู้ร้ายฆ่ากันไปก็ฆ่ากันมา ไม่เห็นจะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา ก็ใช้เวลาอีกหลายเดือนรักษาตัวให้พอทีจะลุกนั่ง และลุกเดิน พอได้บ้าง ก็มีเพื่อนๆ หลายๆท่านมาเยี่ยมเยื่อนที่บ้าน ได้พูดคุยกัน หลายคนก็อยากเห็น BE Variety อีกครั้ง ผมก็ได้คิดว่าเราเองก็อยู่บ้านเฉยๆ มีเวลาว่างมากว่าตอนที่ยังสบายดีซะอีก เราน่าจะทำได้นะ รูปนางแบบก็มีถ่ายเก็บไว้อยู่ ยังไม่ได้ทำ ก็เลยกลับมาทำอีกครั้ง จึงได้มาเริ่มใหม่ในเดือนกันยายน ปี 2005 ประจวบกับเพื่อนรุ่นพี่ที่เคยทำ BE Variety มาด้วยกัน ได้มาสอน และแนะนำการใช้โปรแกรมทำเวบไซต์ พี่คนนี้ก็คอยให้คำปรึกษา และแนะนำแนวทางต่างๆ เกี่ยวกับ BE Variety มาตลอดตั้งแต่ยุคแรกๆ โดยตัวเขาเอง ถึงจะไม่ค่อยมีเวลา เพราะมีภารกิจเยอะ แต่ก็คอยให้คำปรึกษาอยู่เสมอโดยเฉพาะทางด้านเทคนิคต่างๆ  ก็เลยเริ่มมีเวบไซต์ BE Variety ขึ้นครั้งแรก ในเดือนต่อมา คือ เดือนตุลาคม ปี 2005 ก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังต้องพิมพ์เองอยู่ที่บ้านเพราะยังสู้ค่าพิมพ์ในโรงพิมพ์ไม่ไหว เพราะนอกจากค่าพิมพ์แล้ว เรายังต้องเสียค่าส่งอีก เพราะหนังสือเรามากกว่า 300 ฉบับส่งให้ผู้อ่านถึงร้าน หรือถึงบ้าน

หลายคนก็ถามว่าทำได้ยังไงเอาเงินที่ไหนพิมพ์ๆ ยังไง เอาเงินที่ไหนมาทำนะหรือครับ ผมใช้ printer รุ่นเก่าซึ่งไม่มีวางขายท้องตลาดแล้ว ต้องซื้อมือสองจาก Ebay ที่หมึกสียังอยู่ในตลับเดียวกัน และผมสามารถสั่งซื้อหมึก Online ได้ในราคาถูก เพียงตลับละ $2-$3 แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องใช้ถึง 60-70 ตลับเลยทีเดียว ซึ่งก็เป็นหนทางที่จะทำให้ ในการพิมพ์แต่ละครั้งมีต้นทุนที่ต่ำได้ ถ้าไม่คิดค่าแรง ถึงแม้ว่าจะต้องทิ้งเครื่องพิมพ์เฉลี่ยแล้วถึงเดือนละ 1 เครื่อง และก็ยังประสบปัญหาเรื่องคุณภาพการพิมพ์เพราะใช้หมึกราคาถูก ซึ่งแฟน BE Variety หลายท่านน่าจะเคยเห็น เช่น สีที่ซีด จาง หรือสีเพี้ยน ซึ่งบ้างครั้งก็ต้องปล่อยให้ผ่านไป เพราะปัญหาเรื่องของต้นทุนการผลิด จึงไม่สามารถพิมพ์ใหม่เพิ่มเติมแก้ไขได้

ส่วนที่ว่าทำได้อย่างไรนี้ ก็ต้องเป็นคนที่มีเวลาว่างจริงๆ เพราะการพิมพ์นี้ก็ใช้เวลามากกว่า 7 วัน 7 คืน ถึงแม้ว่าในช่างหลังจะใช้เครื่องพิมพ์คราวละ 2-3  เครื่องแล้วก็ตาม  หนังสือเราสมัยปี 2005 ก็มีประมาณ 44-48 หน้า ก็ 11-12 แผ่น พิมพ์หน้าหลังก็ 22 ครั้ง ช่วงนั้นพิมพ์ อยู่ 400-500 ฉบับก็ พิมพ์ 8,000-10,000 แผ่น พิมพ์เสร็จต้องพับกระดาษ 8,000-10,000 แผ่น แม็กเข้าเล่ม ติด ที่อยู่ผู้รับ ผุ้ส่ง  ใส่ซอง ติดแสตมป์ ส่งอีก 300 แห่ง ถ้าเดือนไหนโชคดีมีน้องๆ ว่างก็ เข้ามาช่วยกันก็เสร็จเร็วหน่อย ถ้าเดือนไหนไม่มี ก็คนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ ก็นั่งดูหนัง ดูละครกันเป็นวันๆ เลยทีเดียวเคยลองจับเวลาดูว่า ถ้าทำจริงๆ คนๆ เดียวต้องใช้เวลาเท่าไร ก็น่าจะสองวัน เริ่มตั้งแต่ สิบโมงเช้า ไปเลิกเอาก็ สี่ทุ่ม 12 ชั่วโมงพอดี 2 วัน ก็ 24 ชั่วโมง ก็มีเบรครับประเทานอาหารบ้าง อื่นๆ บ้าง ถ้ามีใครถามผมว่าทำหนังสือนี้อะไรที่ยากที่สุด ผมไม่ทราบบรรณาธิการหนังสือคนอื่นจะพูดว่ายังไง แต่ผมบอกได้อย่างเต็มปากเลยว่า “การต้องพับและเข้าเล่มหนังสือนี่แหละครับ ยากที่สุด”

ก็ทำมาได้อีกประมาณ 10 ฉบับ คือฉบับที่ 26 ก็มีเหตุทำให้ต้องหยุดทำอีกครั้ง เหตุเนื่องจากกิจการร้านวีดีโอ ที่เป็นวัตถุประสงค์หลัก และผู้สนับสนุนทุนในการทำหนังสือในช่วงแรกๆ ต้องปิดตัวลง ประสบปัญหาการขาดทุนเพราะสู้เทคโนโยยี ใน การดูหนังดู และละครทางอินเตอร์เน็ทไม่ไหว ก็เลยต้องปิดตัวลง เลยทำให้ BE Variety ก็หยุดทำไปด้วย

ในช่วงนั้นถึงหนังสือจะหยุดทำแต่เวบไซต์ยังคงอยู่ ในความเห็นส่วนตัวเห็นว่าเทนโนโลยีต่างๆ พัฒนาไปไกลมากขึ้นไม่น่าจะมีคนอ่านหนังสือซักเท่าไรและอีกหน่อยอาจจะไม่มีเลยก็ได้ เพราะหลายท่านหันมาอ่าน และดูอะไรทางคอมพิวเตอร์ และมือถือมากขึ้น น่าจะใช้เวลามาพัฒนาทางด้านเวบไซต์น่าจะดีกว่า เราก็เริ่มจัดทำรายการทางอินเตอร์เน็ทขึ้น โดยใช้ชื่อว่ารายการ Be Online รายงานกิจการความเคลื่อนไหวต่างๆ ของคนไทยที่เกิดขึ้นที่นี่ และเปลี่ยนรูปแบบการเผยแพร่จากภาพนิ่ง เป็นภาพเคลื่อนไหวมากขึ้น ก็ทำให้เราเริ่มมีคนเข้าดูเวบไซต์มาขึ่นตามลำดับ

 แต่ก็หลังจากหยุดพิมพ์ BE Variety ไปได้ไม่นาน ก็มีหลายคนเห็นประโยชน์ของ BE Variety และยังเห็นว่าควรที่น่าจะมีตีพิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่ม ให้คนได้อ่านได้ด้วยสำหรับคนที่ไม่สะดวกในการใช้คอมพิวเตอร์ ก็มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ โดยช่วยเหลือในส่วนของต้นทุนในการผลิต หนังสือ BE Variety เลยได้กลับมาอีกครั้งในเดือนเมษายนปีต่อมา 2007 ในรูปแบบใหม่ logo ใหม่ วัตถุประสงค์ใหม่ คือ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการให้ความรู้ แลกเปลี่ยนข่าวสาร และประชาสัมพันธ์ แด่คนไทยที่อาศัยอยู่ใน New England ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ใหญ่ท่านนั้นก็ออกทุนช่วยเหลืออยู่ได้ประมาณครึ่งปี พอเห็นว่า BE Variety พอจะอยู่ได้แล้วก็ถอนตัวไป

หลังจากนั้น BE Variety ก็ประสบปัญหาด้านการเงินอีกหลายครั้ง เพราะค่าโฆษณาที่ได้รับไม่พอกับค่าใช่จ่ายที่ต้องมี ถึงแม้ว่าทีมงานจะเป็นอาสาสมัครก็ตาม และด้วยเหตุผลทางด้านการเงินก็ยิ่ง ทำให้ BE Variety พัฒนาไปได้อย่างยากยิ่งขึ้น  และเคยถึงกับจะเลิกราไปก็หลายครั้ง แต่ก็ได้ผู้ใหญ่หลายๆ ท่านที่เห็นคุณค่าของ BE Variety และได้ให้เงินช่วยเหลือและสนับสนุนมาตลอด จนกระทั่ง ผมได้เป็นนายกสมาคมไทยบอสตัน ในปี 2009 และพยายามผลักดันให้ BE Variety เป็น ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของสมาคมไทยบอสตันให้ได้ในที่สุด ในเดือนพฤจิกายนปีเดียวกัน เลยทำให้หนังสือและเวบไซต์ BE Variety ไม่ต้องพิมพ์เองที่บ้านอีกต่อไป แต่ได้ส่งไปพิมพ์ในโรงพิมพ์ที่มีคุณภาพ ทำให้ BE Variety มีคุณภาพที่ดีขึ้น เพิ่มจำนวนพิมพ์ และจำนวนจัดส่ง ได้ขยายขอบเขตกานส่งออกไป ในร้านค้าและกิจการของคยไทย ทั้ว New England กว่า 300 แห่ง และยังได้เงินสนันสนุบจากสมาคมไทยการจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ มาใช้ เมื่อทุกอย่างดีขึ้น การพัฒนาของ BE Variety ก็เริ่มดีขึ้นในช่วงปี 2010 เป็นต้นมา แต่จะพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้ ถ้าได้เราบุคลากรอาสาสมัครสละเวลา ความรู้ความสามารถมาช่วยงาน ถึงสมาคมไทยบอสตันจะช่วยสนับสนุนด้านเงินทุนให้แก่ BE Variety แต่ก็มีไม่มากพอที่จะจ้างบุคลากรมาประจำช่วยงานได้ เพราะฉะนั้นส่งที่ BE Variety ต้องการคือ อาสาสมัคร ที่มีความรู้ความสามารถ มาช่วยพัฒนา BE Variety ให้ดี ยิ่งๆ ขึ้นไป

ที่ผมเขียนขึ้นมานี้ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นประวัติ ความเป็นมาของ BE Variety เขียนไว้เพื่อตัวเองในอานาคตจะได้ไม่ลืมว่า BE Variety เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ตั้งแต่เมื่อไร และมีการดำเนินมาได้อย่างไรบ้าง เพราะตั้งแต่ผมออกจากโรงพยาบบาลมา ความจำผมหลายๆ อย่างก็เริ่มเลือนหายไป ไม่ได้คิดว่าใครจะอ่านอะไรยืดยาวมาได้ถึงตรงนี้ แต่ถ้าใครได้อ่านมาถึงตรงนี้จริง  ก็แสดงว่าคุณเป็นแฟน BE Variety และพอจะเห็นประโยชน์ของ BE Variety อยู่บ้าง ยังไงก็ขอให้ติดตาม BE Variety และเป็นกำลังใจให้กับทีมงานต่อไปเรื่อยๆ งานอาสาสมัครที่ทำแล้วไม่ได้ค่าจ้างแค่แรงแบบนี้ สิ่งเดียวที่พวกเราอยากได้ก็คือกำลังใจครับ

ต่อศักดิ์ ฮุ่นตระกุล 23/9/2010

 
 
 
 
 
 
 
 
 
BODY2
HOME COVER GIRL GALLERY VDO BE SMART BE FORTUNE BE WRITING BE LAW_ WEB BOARD STAFF