วิธีการสอนลูกให้เป็นคนฉลาดคนดีได้นั้นสร้างมาจากตัวคุณพ่อ คุณ

เรื่องราวเกี่ยวกับเด็กไทย ในต่างแดน
by เด็กดีแม่รัก

วิธีการสอนลูกให้เป็นคนฉลาดคนดีได้นั้นสร้างมาจากตัวคุณพ่อ คุณ

Postby Tosak » Wed Dec 04, 2013 11:55 am

วิธีการสอนลูกให้เป็นคนฉลาดคนดีได้นั้นสร้างมาจากตัวคุณพ่อ คุณแม่นั่นเอง
คนเรานั้นย่อมมีนิ้วที่ไม่เท่ากัน ความสูงความเตี้ยที่ไม่เท่ากัน จะต่างอะไรกับความฉลาดที่ไม่เท่ากันของเด็กในแต่ละคน มิฉะนั้นอย่าไปเปรียบเทียบลูกเรากับเด็กคนอื่น ไม่ว่าลูกคุณจะเก่งกว่าแต่ก็ไม่ควรยกย่อง ชูเชิดต่อหน้าคนอื่นมันจะเป็นการดูพูดเปรียบเทียบให้คุณแม่คนอื่นรู้สึกเสียใจ ส่วนในเรื่องเปรียบเทียบลูกคนอื่นหรือพี่น้องให้ลูกตัวเองฟังในแง่ที่ด้อยกว่าก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดี เด็กได้ฟังก็จะรู้สึกเสียใจเป็นปมด้อยในใจได้ เพราะฉะนั้นความจริง ชีวิตจริงอยู่มือคุณแม่ที่สร้างให้ลูกน้อย เรามีวิธีอื่นๆที่สามารถสร้างความมั่นใจ สร้างความฉลาด ความดีให้เด็กๆ ได้หลายวิธี ถ้าคุณแม่อยากให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์ มีวิสัยทัศน์ที่ดี ได้ฝึกใช้สมองและความคิดอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงเติบโตมาอย่างมีคุณภาพเป็นคนที่มีความสุขและมีความมั่นคงทางอารมณ์

== เลิกถามคำถามแบบปลายปิด ==
คำถามแบบปลายปิดคือคำถามประเภท ใช่หรือไม่ ดีหรือเลว ถูกหรือผิด การถามคำถามแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้เด็กพัฒนาสมองมากสักเท่าไหร่ เช่น ถามว่าคนที่โมโหแล้วทำร้ายคนอื่นเป็นคนดีหรือไม่ แน่นอนเด็กตอบได้ว่าไม่ดี แล้วสมองของเด็กก็จะหยุดคิดแค่นั้น หรือถ้าคิดต่อก็มักจะเป็นการด่าทอ ประนาม สาบแช่ง ซึ่งมักจะสร้างความขุ่นเคืองทางอารมณ์มากกว่าจะช่วยพัฒนาสมองคำถามที่ควรจะถามเด็กควรเป็นคำถามแบบปลายเปิดให้เด็กเติมต่อท้ายเอง ถ้าเด็กยังเล็กๆ อาจเริ่มจากคำถามง่ายๆ เช่น จากตัวอย่างคนที่โมโหแล้วทำร้ายคนอื่นเป็นคน...... ???
เด็กอาจตอบว่า ไม่ดี ,อารมณ์ร้าย,ไม่น่าคบ,อันธพาล การถามคำถามปลายเปิดแบบนี้นั้นจะช่วยให้เด็กได้ใช้สมองมากขึ้น และเมื่อเด็กโตขึ้นหรือมีความรู้มากขึ้น เราก็เพิ่มความซับซ้อนของคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น จากตัวอย่าง คนที่โดนรังแกจนทนไม่ไหวเมื่อความอดทนหมดแล้วโมโหทำร้ายคนที่มารังแกเป็นคน.....?? คำตอบของเด็กอาจจะเหมือนเดิมหรืออาจเปลี่ยนเป็น กล้า,รักความยุติธรรม,มีความเป็นลูกผู้ชาย ก็เป็นได้ซึ่งถ้าคำตอบของเด็กเปลี่ยนไปเราก็ต้องอธิบายเพิ่มว่าความคิดของเขานั้นเป็นอย่างไร และถ้าเรื่องนั้นเป็นสิ่งสำคัญหรือสิ่งที่น่าสนใจเราอาจถามเจาะลึกลงไปเรื่อยๆ เช่น ถ้าหนูเป็นคนที่ถูกรังแกหนูจะทำแบบนี้ไหม ถ้าไม่แล้วจะทำอย่างไร,การถูกกระทำด้วยความรุนแรงในวัยเด็กมีส่วนทำให้เขาเลือกตอบโต้ด้วยวิธีนี้หรือเปล่า เป็นต้น การถามคำถามแบบปลายเปิดนี้ไม่ใช่เพียงแค่ช่วยให้เด็กได้ใช้สมองมากยิ่งขึ้นแต่ยังช่วยให้เด็กเข้าใจโลก รู้จักคิด และไม่ยึดติดว่าสิ่งใดๆนั้นต้องถูกหรือผิด โง่หรือฉลาดเสมอไป เพราะอย่างที่ทราบกันว่าหลายสิ่งในโลกนี้นั้นเป็นสีเทาที่ยากจะชี้ชัด และหลายอย่างเป็นเรื่องความชอบหรือรสนิยมไม่ใช่โง่หรือฉลาด


== เลิกให้คำตอบสำเร็จรูปกับเด็ก ==
ถ้าเด็กยังเล็กหรือไม่มีความรู้ใดๆ ในเรื่องนั้นเลย แน่นอนว่าเราจำเป็นที่จะต้องสอนต้องให้ความรู้กับเด็กก่อน แต่เมื่อเด็กพอมีความรู้บ้างแล้ว เมื่อเด็กถามเราควรพยายามให้เด็กนำความรู้ที่มีอยู่มาต่อยอดไม่ใช่เอาแต่ให้แต่คำตอบสำเร็จรูปกับเด็กเสมอไป เช่น เด็กรู้ว่าพื้นที่หนึ่งตารางเมตรคือพื้นที่ขนาดกว้างหนึ่งเมตรยาวหนึ่งเมตร เมื่อเด็กเห็นโฆษณาขายบ้าน 50 ตร.ว. แล้วเด็กถามว่า 50 ตร.วเท่ากับกี่ ตร.ม. แทนที่คุณจะบอกลูกไปเลย คุณควรบอกว่า หนึ่งวาเท่ากับสองเมตรแล้วให้ลูกไปลองคิดคำนวนหาเอาเองว่าคำตอบคือเท่าไหร่ หรืออย่างลูกชอบดูฟุตบอล ดูโปรแกรมการแข่งขันในเวบบอกว่าคู่แรกจะเริ่มเตะเวลา15.00 ตามเวลาในสหราชอาณาจักรแล้วลูกถามว่าตรงกับเวลาเมืองไทยกี่โมงถ้าคุณบอกไปว่าสี่ทุ่มพอคู่ถัดไปเตะเวลา 17.30 ลูกก็อาจต้องมาถามใหม่ คุณควรสอนลูกว่าเวลาที่สหราชอาณาจักรเท่ากับเวลาสากลเชิงพิกัด (UTC) ส่วนที่ประเทศไทยจะต้องบวกไปอีกเจ็ดชั่วโมง(UTC+7)แล้วให้ลูกไปลองคิดหาเอาเองและเมื่อเขาจำได้แล้วนั้นไม่ว่าฟุตบอลจะเลื่อนเวลาแข่งขันไปเป็นเวลาใดเขาก็จะสามารถเทียบได้ไม่ต้องมาคอยถามคุณหรือวิ่งไปดูในหนังสือพิมพ์อีกต่อไป


== อย่าบอกแค่สิ่งที่ผิด แต่ต้องบอกสิ่งที่ถูกด้วย ==
เด็กจำนวนไม่น้อยทำผิดแบบที่เรียกว่า "ฉันรู้ว่ามันผิดแต่ฉันก็ยังทำ" แต่ก็ไม่ใช่กับเด็กทุกคนโดยเฉพาะกับเด็กเล็กๆ ถ้าเด็กเล็กเล่นกับน้องหมาโดยการดึงหาง การบอกเด็กว่าหนูดึงหางน้องหมาแบบนั้นไม่ได้นะลูกเป็นสิ่งที่ถูก แต่ถ้าคุณบอกแค่นั้นเด็กก็จะรู้แค่ว่าเขาเล่นกับน้องหมาโดยการดึงหางไม่ได้ ถ้าเขาอยากเล่นกับน้องหมาอีกแล้วจำได้ว่าแม่ไม่ให้ดึงหางมัน เที่ยวหน้าเขาอาจจะกระโดดขี่มัน จับขามันลาก หรือกัดหูมันอย่างที่เขาทำกับตุ๊กตาก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นคุณต้องไม่ใช่แค่บอกว่าดึงหางมันไม่ได้ แต่ต้องบอกว่าถ้าหนูอยากเล่นกับน้องหมา หนูต้องเกาคาง เกาพุง หรือลูบหัวหรืออะไรก็ว่าไป


== ไม่มีทางเลือกที่โง่ มีแต่ทางเลือกที่ฉลาด ฉลาดกว่า และเหมาะสมในสถานการณ์นั้นที่สุด ==
"โง่" คำเดียวสั้นๆที่ออกจากปากผู้ใหญ่นั้นทำลายความมั่นใจและความภาคภูมิใจในตัวเองของเด็กได้เป็นอย่างดี เด็กหรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่หลายคนเลือกที่จะเงียบหรือไม่แสดงความคิดเห็นอะไรเพราะกลัวว่าถ้าตอบแล้วผิดหรือไม่ถูกใจแล้วจะถูกอีกฝ่ายหาว่าโง่ ประเด็นเรื่องนี้คือไม่ว่าเด็กจะเสนอความคิดอะไรคุณต้องไม่บอกว่า ความคิดของพวกเขาโง่ ไม่มีสมอง หรือใช้อะไรคิด ถ้าความคิดของพวกเขานั้นไม่ถูกไม่ควร ให้อธิบายว่าถ้าทำตามที่พวกเขาว่าแล้วผลลัพธ์ที่ออกมามันจะไม่พึงประสงค์มากแค่ไหน ถ้าความคิดของเด็กเป็นทางเลือกที่ดีแต่ไม่ใช่ดีที่สุดหรือเหมาะกับสถานการณ์ที่สุด คุณต้องชมและเห็นด้วยกับเด็กก่อนๆ จะอธิบายว่าทางที่เขาเสนอนะดีแต่จะดีกว่าไหมถ้าใช้ทางเลือกนี้แทนหรืออธิบายว่าสถานกาณ์เปลี่ยนไปทำให้มีทางเลือกใหม่ที่เหมาะสมกว่าขึ้นมาแทนแต่ไม่ใช่ว่าทางเลือกที่เด็กเสนอไม่ดีหรือโง่หรือแย้งสิ่งที่เด็กเสนอตั้งแต่ต้น
การพัฒนาเป็นคนดีคนฉลาดได้ คงต้องเริ่มต้นมาจากคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นตัวอย่างให้ลูกดู ถ้าเช่นกันคุณควรสร้างความดี เป็นคนดีให้ลูกเห็นเป็นฮีโร่คนแรกของตัวลูกคุณนะคะ

ฉบับนี้คงจะเป็นฉบับสุดท้ายที่เราจะเจอกันในหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนจึงกราบขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ให้ความสนใจติดตามมาโดยตลอดและขอกราบสวัสดีปีใหม่ในปี 2557 เนื่องในศุภวารดิถีขึ้นปีใหม่ ขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย โปรดดลบันดาลให้ท่านและครอบครัว ประสบแต่ความสุข ความเจริญ ด้วยจตุรพิธพรชัยและสัมฤทธิผล ในสิ่งอันพึงปรารถนาทุกประการด้วยเทอญ

เครดิตข้อมูลบางส่วนจาก: คุณเจน ศูนย์พัฒนาสถานรับเลื้ยงเด็กไทย
Tosak
Site Admin
 
Posts: 2778
Joined: Mon May 06, 2013 10:35 pm

Return to ลูกน้องหอยสังข์

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 1 guest